ประโยคที่ว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” ทุกคนคงเคยได้ยินกันมาหมดแล้ว ประโยคนี้ถูกใส่ไว้ในสมองคนไทยมารุ่นต่อรุ่น จำได้ว่าเมื่อยังเด็กได้ยินประโยคนี้ที่โรงเรียนครั้งแรก ก็งง ๆ ตามประสาเด็ก ๆ ( ก็มันเด็กนี่ จริงมั้ย? ) เอาเป็นว่าทุกวันนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่าชาวนานั้นเป็นกระดูกสันหลังของชาติจริงหรือ? หรือจริง ๆ แล้วชาวนาเป็นกลุ่มคนหลังขดหลังแข็งของชาติกันแน่่!!
ปลูกข้าวทีไรเป็นต้องเสี่ยงดวงกันเลยทีเดียว ลองนึกถึงล็อตเตอรี่ดูนะ เมื่อเราไปซื้อมาเราก็มีความหวังเล็ก ๆ ว่ามันจะถูกรางวัลใดรางวัลหนึ่ง และเราก็หวังว่าซักวันรางวัลใหญ่จะต้องเป็นของเรา สุดท้ายเราก็ถูกกินเรียบ เฉกเช่นเดียวกันกับชาวนาปลูกข้าวนั่นแหละ เมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงในนาข้าว ชาวนาก็หวังว่านาข้าวนั้นจะได้ผลผลิตออกมาและขายได้ราคาดี แต่สิ่งที่วาดฝันไว้อาจจะต้องฟังทลายได้ทุกเมื่อ ลองคิดดูว่าอยู่มาวันหนึ่งมีฝนตกจำนวนมากและทำให้เกิดน้ำท่วมจนต้นข้าวตาย วันนั้นแหละคือวันสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว และในอีกด้านหนึ่งถ้าฝนไม่ตกเลย ต้นข้าวขาดน้ำและตายไปอีก สุดท้ายก็เป็นชะตากรรมเดียวกัน
ผมมีไอเดียเรื่องสร้างตึกปลูกข้าวมาได้ปีกว่า ๆ แล้ว พอถึงตรงนี้หลายคนคงนึกว่าบ้าแน่ถ้าต้องสร้างตึกปลูกข้าว!! ผมว่าแล้วแต่มุมมองที่เราจะมองมันมากกว่า ลองดูแนวคิดของผมก่อนละกัน หลังจากนั้นท่านจะคิดอย่างไรมันเป็นสิทธิของท่านแล้วล่ะครับ
มาเข้าเรื่องดีกว่า คือเมื่อประมาณช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว (ผมเรียนปี 3 อยู่ แล้วก็ไปฝึกงาน) ในวงข้าวตอนเช้า จำไม่ได้แล้วว่าเริ่มเรื่องกันด้วยอะไร ไป ๆ มา ๆ ก็มาถึงเรื่องปลูกข้าวเนี่ยแหละ พอดีเพื่อนผมที่มาฝึกงานด้วยที่บ้านมีอาชีพทำนาเป็นอาชีพเสริม แล้วเพื่อนผมก็เล่าเรื่องให้ฟังว่าเค้าทำนากันยังไงบ้าง แล้วทำได้กี่ครั้งต่อปี แต่พอเล่าไปเล่ามาก็สรุปใจความได้ว่า แถวบ้านเพื่อนแห้งแล้งมาก ปลูกข้าวได้แค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นเอง แล้วข้าวที่ปลูกปีละหนึ่งครั้งก็ดันมีความชื้นสูงอีก ทำให้โดนกดราคาเวลาถูกรับซื้อ ชาวนาต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการตากข้าวให้ความชื้นลดลง (จะขายข้าวทีนึงลำบากมากเลยทีเดียว ไม่รวมถึงบางปีที่มีน้ำท่วมอีก) ผมเลยเสนอให้เอาพื้นที่นาช่วงที่ปลูกข้าวไม่ได้มารับจ้างตากข้าวซะเลย แต่ไอเดียนี้ตกไปเพราะว่ามันคงไม่คุ้มค่าแน่ ๆ ที่ต้องขนข้าวมาจากที่อื่น แล้วยังต้องเสียค่าจ้างตากข้าวอีก.. ที่ผมคิดได้ต่อมาคือรับจ้างปลูก และเก็บเกี่ยว แนวคิดนี้มาจากวัฒนธรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวนั่นแหละ แทนที่จะต้องมาวุ่นวายกับคนจำนวนมาก ก็เปลี่ยนมาจ้างคนกลุ่มหนึ่งทำแทน แนวคิดนี้น่าจะเป็นไปได้มากขึ้น
แต่เพียงเสี้ยววินาที ความคิดเรื่องการสร้างตึกปลูกข้าวก็เข้ามาในหัวแล้วพูดออกไปทันที ตอนแรก ๆ ก็ได้รับการต่อต้านทางความคิดจากวงสนทนาพอสมควร ผมก็เลยคิดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อ defend แนวคิดนั้น..
มาสรุปเอาง่าย ๆ เลยดีกว่า…
แนวคิดการสร้างตึกปลูกข้าว
โครงสร้างเป็นตึกแบบเรียบง่าย ต้องการเพียงแค่โครงตึกและลิฟต์ภายนอกอาคารเท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องโครงสร้างต่ำกว่าตึกที่พักอาศัยมาก ส่วนจำนวนชั้นคงปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ยิ่งชั้นสูงมากราคาก็จะสูงขึ้นแบบเอกซ์โปแนนเชียลด้วย ซึ่งแต่ละชั้นจะมี phase ของการปลูกข้าวไม่ตรงกันและไล่ phase จากบนลงล่าง เช่นในช่วงเริ่มแรกให้ปลูกข้าวที่ชั้นบนสุด (ข้าวต้องใช้น้ำ ที่สูบจากแหล่งเก็บน้ำขึ้นชั้นบนสุด) หลักจากผ่านช่วงแรกไปแล้ว ต้องปล่อยน้ำออก ก็เริ่มช่วงแรกของชั้นที่ถัดลงมา และนำน้ำจากชั้นแรกผ่านท่อลงมายังชั้นที่สอง (เป็นการใช้น้ำให้คุ้มค่าที่สุด แร่ธาตุจากดินของชั้นบนสุดก็ลงมาด้วย และอาจจะผ่านการปรับสภาพน้ำก่อน) ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ข้อดีของการทำแบบนี้ก็คือเราจะได้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเกิดภาวะแล้งก็จะปรับตัวได้ง่าย และไม่ต้องกลัวน้ำท่วมเพราะนาของเราอยู่บนตึก!! ทำให้สามารถปลูกข้าวได้ปีละหลายครั้ง และถ้าพัฒนาเป็นตึกแบบปิดใช้ผนังเซลล์แสงอาทิตย์แบบบานพับ (คล้าย ๆ กับประตูปราสาทในนิยายตะวันตกที่ต้องพาดข้ามคลองที่อยู่ล้อมรอบตัวปราสาท) ในแต่ละชั้นทั้ง 4 ด้าน แล้วภายในติดหลอดไฟ รวมถึงแผ่นสะท้อนแสงจากหลอดไฟไว้โดยรอบ ถ้าเป็นตอนกลางวันก็เปิดผนังบานพับออกทำมุมกับดวงอาทิตย์เพื่อให้สะท้อนแสงเข้าไปภายใน ระหว่างนั้นเซลล์แสงอาทิตย์ก็เก็บกักพลังงานไว้ด้วย และในตอนกลางคืนก็ปิดผนังบานพับทั้ง 4 ด้าน แล้วเปิดหลอดไฟภายในแทน ที่ทำแบบนี้เพื่อจำลองการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ โดยเราจะหลอกต้นข้าวว่าดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในเวลาไหน ซึ่งเราสามารถลดระยะเวลาใน 1 วัน (24 ชั่วโมง) ของต้นข้าวปกติ เหลือเพียง 18 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นได้ รวมถึงยังกำหนดให้เวลากลางวัน (เวลารับแสง) ของต้นข้าวมากกว่าเวลากลางคืนได้ (ให้ต้นข้าวนอนหลับน้อยลงนั่นเอง) การทำเช่นนี้นอกจะช่วยลดระยะเวลาในการปลูกข้าวแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากสภาพอากาศได้ด้วย เช่น เมื่อมีพายุเข้า เราก็ปิดผนังทุกด้านและให้หลอดไฟแทน ต้นข้าวก็จะปลอดภัยจากลมภายุด้วย เป็นต้น นอกจากนี้การที่ปลูกข้าวบนที่สูงทำให้ช่วยลดแมลงศัตรูของต้นข้าวที่จะมาทำลายต้นข้าวได้

ตึกปลูกข้าว (เวอร์ชั่นจินตนาการ)
ประเด็นสำคัญของแนวคิดนี้ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่ามันทำไม่ได้.. แน่นอนว่าการสร้างตึกปลูกข้าวนั้นเป็นการลงทุนที่สูง (ปลูกข้าวแบบไฮโซ ว่างั้น) และประเทศไทยก็มีที่เหลือเฟือสำหรับการปลูกข้าว.. ด้วยการลงทุนที่สูงแต่เราสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ (ควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในวงจำกัด และลดความเสี่ยงลง) ทำให้สามารถการันตีคุณภาพของข้าว และคาดเดาปริมาณผลผลิตได้ (ยกเว้นเรื่องราคาที่มีความผันผวน) ทำให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนในเรื่องพื้นที่นั้น จริงอยู่ที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากมายแต่ด้วยสภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่ที่เหมาะกับการทำเกษตรกรรมลดลง อีกการที่ประเทศไทยต้องเร่งหาพลังงานทดแทนมาใช้ ทำให้พื้นที่การเกษตรส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ในการปลูกพืชพลังงานทดแทน และด้วยการเพิ่มจำนวนของประชากรรวมถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ในอนาคตอันใกล้เรามีความจำเป็นที่ต้องขยายพื้นที่การเกษตรในแนวดิ่งเช่นเดียวกับที่อยู่ของมนุษย์ นอกจากนี้เรายังควบคุมธรรมชาติที่แปรปรวนได้ด้วย
คราวนี้การปลูกข้าวก็ไม่ใช่การที่ธรรมชาติควบคุมเรา แต่เราต่างหากที่ควบคุมธรรมชาติด้วยตัวเราเอง.. มันคือการปฏิวัติการปลูกข้าวนั่นเอง
ใครมีความคิดที่จะช่วยกันพัฒนาเกษตรกรรมของคนไทย ก็นำเอาแนวคิดนี้ไปเป็นต้นแบบของการพัฒนาได้ และโปรดถ่ายทอดสู่เกษตรกรไทยโดยไม่เก็บค่าสิขสิทธิ์ทางความคิดนี้
This idea is copyright for Thais only.
ได้แนวคิดดีๆขึ้นมาแล้วสิครับ แหะๆ
ไอเดียร์ดีครับ
ขอบคุณมากเลย
วิธีการปลูกข้าวทำง่ายๆได้ที่บ้านเรา ใช้ถังสี ขนาด 20 ลิตร ใส่ ดิน 2/3 ถัง ต่อข้าว 1 เมล็ด เท่านี้เราก็ได้ผลผลิตข้าวหลายร้อยเมล็ด ถ้าปลูกข้าวในถังจำนวนหลายถัง รับรอง ได้ข้าว ไว้ ทำข้าวกล้องแน่นอน
ขึ้นไปปลูกบนฟ้าเลยก็ดีนะครับ
บอลลูนยักษ์ พลังงานแสงอาทิตย์ น้ำก็หาจากเมฆ
เลือกสภาพอากาศ และจำนวนชั่วโมงกลางวันได้ด้วย
ไม่ต้องกลัวแผ่นดินไหวอีกด้วย
พี่คับ ผมก็ได้คิดมานานเรื่องสร้างตึกปลูกข้าว และกำลังคิดที่จะทำ ผมอยู่เชียงรายแม่มีอาชีพทำนา เห็นแม่ตากแดดแล้วปวดใจ ผมทำงานได้เงินเดือนแต่เบื่อและอยากจะกลับไปทำนา แต่ไม่อยากตากแดด เลยคิดวิธีต่างๆ เลยคิดได้ แค่อยากได้คำแนะนำ เรื่องการปลูกข้าว เพราะผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับพืช เรื่องการสังเคราะห์แสง อะไรประมาณนี้ช่วยตอบกลับหน่อยนะคับ หรือให้เบอร์โทรด้วยก็จะขอบพระคุณมาก เพราะผมอยากกลับไปช่วยชาวบ้าน(และตัวเอง) ขอความรู้หน่อยนะคับ